วันนี้ ( 11 พฤษภาคม) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงหลังจากร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการขับเคลื่อนนโยบายกับคณะกรรมการกองทุนทดแทน คณะกรรมการประกันสังคม และผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม เพื่อวางรากฐานการทำงานเชิงรุก มุ่งยกระดับกองทุนประกันสังคมให้เป็นสถาบันหลักที่มอบความมั่นคงแก่ผู้ใช้แรงงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบโจทย์โลกการทำงานยุคใหม่
จุลพันธ์กล่าวว่า จากการหารือทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมกำลังเผชิญกับ‘วิกฤตศรัทธา’ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ในเชิงลบ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของกระทรวงการคลังพบว่า สถานะและการดำเนินงานของตัวกองทุนยังคงไม่มีปัญหาใดๆ แต่ในส่วนอื่นๆ พี่น้องประชาชนเห็นว่าเป็นปัญหาเรื่องต่างๆเหล่านี้จะไม่มีการซุกปัญหาไว้ใต้พรม แต่จะเร่งดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง โดยการดำเนินการของสำนักงานประกันสังคมจะต้องคำนึงถึงความโปร่งใสเพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจสอบและติดตามได้อย่างครบถ้วน ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
จุลพันธ์กล่าวถึงประเด็นความท้าทายของกองทุนประกันสังคมซึ่งเวลานี้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะสังคมสูงวัยเต็มขั้น แต่ที่ผ่านมาพบว่ากองทุนยังมีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ไม่เพียงพอทำให้เกิดความเสี่ยงกับกองทุน โดยเรื่องนี้จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีในเรื่องของการลงทุนว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้มีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ทางกองทุนก็ได้เริ่มต้นดำเนินการไปแล้ว
จุลพันธ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญคือการดึงคนเข้ามาสู่ระบบกองทุนประกันสังคมให้ได้มากที่สุด เนื่องจากวันนี้ยังมีพี่น้องแรงงานที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบอีกจำนวนมาก ซึ่งจะต้องสร้างกลไกที่เปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มที่เป็นแรงงานแพลตฟอร์ม และกลุ่ม Gig worker โดยสองกลุ่มนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทุกวันนี้โลกการทำงานได้เปลี่ยนแล้ว
“ในปัจจุบันนี้ เรามีคนที่เป็นไรเดอร์อยู่ประมาณ 300,000 คนและรับประกันได้ว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ตัวเลขนี้จะขยับเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวอย่างแน่นอน โจทย์ของเราคือจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนที่เป็นแรงงานในกลุ่มนี้สามารถที่จะได้รับสิทธิและได้รับความคุ้มครองผ่านการดึงเข้ามาสู่ระบบประกันสังคม โดยเราจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้” จุลพันธ์กล่าว
จุลพันธ์ยังกล่าวอีกว่า มีประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือปัจจุบันกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยยังเข้าสู่ระบบประกันสังคมในสัดส่วนที่น้อยเกินไป โดยกระทรวงแรงงานมีเป้าหมายที่จะดึงแรงงานกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้รับสิทธิความคุ้มครองตามกฎหมายและเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหากแรงงานเหล่านี้ไม่เข้าสู่ระบบประกันสังคม สุดท้ายอาจนำไปสู่ปัญหาการเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนหรือกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ส่วนการบริหารจัดการงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลซึ่งสูงถึงปีละกว่า 100,000 ล้านบาทนั้น จุลพันธ์กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สปส. ให้ความสำคัญกับงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยมากขึ้น โดยเน้นการป้องกันอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพแรงงานให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการทำงานได้โดยเร็ว ซึ่งหากสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยลงได้ จะเป็นการช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางการเงินให้กับกองทุนอย่างมหาศาล
ส่วนเรื่องเงินบำนาญชราภาพสูตร CARE จุลพันธ์ระบุว่า ใกล้ที่จะได้ข้อสรุปแล้ว แต่ต้องขอเวลาในการพูดคุยให้รอบด้าน โดยขณะนี้ได้มีการเริ่มต้นนัดหมายกับกลุ่มต่างๆ เพื่อที่จะคุยกันในรายละเอียดว่าเขายังติดขัดในประเด็นใดบ้าง และเราควรจะเดินหน้าในรูปแบบไหน เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ให้กับคนทุกกลุ่ม
สำหรับปัญหาด้านการบริการ จุลพันธ์ยอมรับว่า ที่ผ่านมายังคงมีปัญหาในเรื่องระบบไอที โดยได้สั่งเร่งแก้ไขระบบ IT หลัก( SSO core) ที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการใช้งาน พร้อมพิจารณาข้อเรียกร้องด้านสวัสดิการต่างๆ โดยให้คำนึงถึงความมีเสถียรภาพของกองทุนหากสิ่งใดที่เป็นการเพิ่มสวัสดิการแล้วไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพของกองทุนก็เป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ทันที
นอกจากนี้ จุลพันธ์ระบุว่า ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและการปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้มีความโปร่งใส ทันสมัย มีความเป็นอิสระ และเป็นหลังพิงที่มั่นคงให้กับพี่น้องแรงงานทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะเจ็บป่วย ว่างงาน หรือเกษียณอายุ
“วันนี้ทางสำนักงานประกันสังคมเราจะต้องสร้างมิติใหม่ เราต้องเดินหน้าสู่การทำงานแบบการมีส่วนร่วม การรับฟังกัน เพื่อขับเคลื่อนให้สำนักงานประกันสังคมเดินหน้าและตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชน” จุลพันธ์กล่าว